11/12/2018 2:52 PM
ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง LINE : @i99casino
ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง LINE : @i99casino
**สามารถนำ user จาก i99bet มาเข้าระบบที่นี่
สมัครสมาชิก

เก็บตกหลังเกม 5 เรื่องต้องรู้ หลัง ฝรั่งเศส พลิกเชือด เยอรมนี 2-1

เก็บตกหลังเกม 5 เรื่องต้องรู้ หลัง ฝรั่งเศส พลิกเชือด เยอรมนี 2-1

สองประตูของ อ็องตวน กรีซมันน์ ในครึ่งหลังทำให้ ฝรั่งเศส มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะเข้าไปลุ้นแชมป์ ยูฟา เนชันส์ลีก ในรอบน็อคเอาท์ต่อไป และทำให้ เยอมรนี หมดโอกาสดังกล่าวในปีนี้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับสร้างแรงกดดันให้กับ โยอาคิม เลิฟ และสมาพันธ์ฟุตบอลเยอมรนีไปในตัว
ไฮไลท์ฟุตบอล

i99 i99casino ทางเข้าi99 สล็อตออนไลน์ ดูบอล ดูบอลออนไลน์ ดูบอลฟรี คาสิโนออนไลน์

i99 i99casino ทางเข้าi99 สล็อตออนไลน์ ดูบอล ดูบอลออนไลน์ ดูบอลฟรี คาสิโนออนไลน์

ไปดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้างส่งท้ายเกมทีมชาติในเดือนตุลาคมนี้

วิเคราะห์บอล

1. ผลการแข่งขันอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ยูฟา เนชันส์ลีก

ลีกบี กลุ่ม 1

ยูเครน 1-0 เช็ค (มาลินอฟสกี้ 43′)

 

ลีกบี กลุ่ม 4

ไอร์แลนด์ 0-1 เวลส์ (วิลสัน 58′)

 

ลีกซี กลุ่ม 3 

นอร์เวย์ 1-0 บัลแกเรีย (เอลยูนุสซี 31′)

สโลวีเนีย 1-1 ไซปรัส (ปาปูลิส 37′, สคูบิซ 83′)

 

ลีกดี กลุ่ม 1

ลัตเวีย 0-3 จอร์เจีย (คันคาวา 8′, กวิเลีย 29′, ชาเควทัดเซ 61′)

 

ลีกดี กลุ่ม 4 

อาร์เมเนีย 4-0 มาเซโดเนีย (ปิซเซลลี 12′, มอฟซิซยาน 67′, กาซาร์ยาน 81′, มคิทาร์ยาน 90+3′)

ยิบรอลตาร์ 2-1 ลิกเตนสไตน์ (ซาลาโนวิช 12′, คาเบรลา 61′, ชิโปลินา 66′)

 

แอฟริกันคัพออฟเนชันส์ รอบคัดเลือก

เลโซโธ 0-2 อูกันดา (มิยา 6′, 35′)

แกมเบีย 0-1 โตโก (อยิเต้ 90+2′)

มอริเตเนีย 1-0 อังโกลา (อดามา บา 8′)

นามิเบีย 1-0 โมซัมบิก (ชาลูลิเล 73′)

ซิมบับเว 1-1 ดีอาร์ คองโก (คารูรู 2′, ฮาเดเบ (เข้าประตูตัวเอง) 24′)

ซูดาน 0-1 เซเนกัล (ซิดี้ ซาร์ 86′)

ลิเบเรีย 2-1 คองโก (เดนนิส 8′, เจบอร์ 13′, อิบาร์รา 14′)

ลิเบีย 2-3 ไนจีเรีย (อิกาโล 14′, 81′, มูซา 17′, ซูเบีย 35′, เบนาลี 74′)

กระชับมิตร

อิหร่าน 2-1 โบลิเวีย (จาฮันบัคช์ 17′, กอร์โดโซ 51′, ฏุรอบี 63′)

บาห์เรน 4-1 เมียนมาร์ (ราชิด 45+1′, มารูน 48′, 69′, เมียะกองคัน 51′, อาลี อิสซา 70′)

บราซิล 1-0 อาร์เจนตินา (มิรันด้า 90+3′)

เบลเยียม 1-1 เนเธอร์แลนด์ (เมอร์เทนส์ 5′, กรูเนอเวลด์ 27′)

เดนมาร์ก 2-0 ออสเตรีย (เลแรเกอร์ 29′, เบรธเวท 90+3)

สวีเดน 1-1 สโลวาเกีย (กุยเด็ตติ 52′, รุสนัค 84′)

 

2. ถึงเวลาที่ ฝรั่งเศส ควรลองอะไรใหม่ ๆ

ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ แทบไม่เปลี่ยนนักเตะจากชุดที่คว้าแชมป์โลกเลย โดยในเกมดังกล่าวมีเพียง ซามูเอล อุมติตี้ เท่านั้นที่ไม่ได้มาแข่งด้วยเพราะอาการบาดเจ็บ ส่วน 10 ตำแหน่งที่เหลือ เราทุกคนต่างคุ้นหน้ากันดี อย่างไรก็ตามการที่ทีมของพวกเขาเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่องก็ใช่ว่าจะเป็นเพราะฟอร์มของพวกเขาคงเส้นคงวาแต่อย่างใด เพราะนักเตะบางคนก็เริ่มออกอาการแกว่งให้เห็นกันบ้างแล้ว

ตำแหน่งที่มีปัญหาที่สุดในเกมนี้ของ ฝรั่งเศส เห็นจะเป็นคู่กองกลางอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต้ และ ปอล ป็อกบา ทั้งคู่รับมือกับแนวรุกอันว่องไวของ เยอรมนี ไม่ได้เลยในครึ่งแรก โดยเฉพาะ เลรอย ซาเน ที่สปีดหนี ก็องเต้ ไปครั้งแล้วครั้งเล่า แถม ปอล ป็อกบา ก็ยังมีส่วนให้ทีมเสียประตูขึ้นนำอีกต่างหาก

ปัจจุบัน ฝรั่งเศส เริ่มที่จะมีดาวรุ่งแจ่ม ๆ หน้าใหม่โผล่หน้าออกมาบ้างแล้ว อย่างเช่น ต็องกี เอ็นด็อมเบเล ที่โชว์ฟอร์มได้เด่นสุด ๆ กับ โอลิมปิก ลียง ซึ่งเขาคนนี้น่าจะเป็นอนาคตของทีมชาติได้ไม่ยาก เหลือแค่ เดส์ชองส์ จะให้โอกาสเมื่อไหร่เท่านั้น

3. เยอรมนี หวังเพิ่งความเร็ว

นับตั้งแต่ เลิฟ เข้าคุมทีม เยอรมนี พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องการวางบอลอันแม่นยำและการต่อบอลจากแดนกลาง ซึ่งในยุคที่ผ่านมา เราได้เห็นนักเตะอย่าง เมซุต เออซิล, โทนี โครส, โธมัส มืลเลอร์ และ ซามี เคดิรา เป็นตัวชูโรง แต่เมื่อ เออซิล อำลาทีมชาติ เคดิรา เริ่มโรยรา มืลเลอร์ กับ โครส เริ่มฝืด เราก้ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ปรับมาใช้ความเร็วในการโจมตีกันบ้าง

ในเกมนี้นักเตะที่โดดเด่นที่สุดในเกมรุกเห็นจะเป็น เลรอย ซาเน ที่ใช้ความเร็วกดดัน ฝรั่งเศส ได้สนุกพอ ๆ กับ เอ็มบัปเป้ ของทีมเจ้าบ้าน ต่างกันเพียงที่ ซาเน อาจจะยังไม่ค้นเคยกับเพื่อนร่วมชาติเท่าไหร่ เพราะการต่อบอลสุดท้ายของเขานั่นไม่แม่นเอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะ ซาเน ทำให้เห็นแล้วว่าเขามีศักยภาพพอที่จะทำอะไรได้บ้าง ในขณะที่ แวร์เนอร์ และ นาบรี้ อาจไม่เด่นเท่า แต่ทั้งคู่มีส่วนอย่างมากในการวิ่งเปิดพื้นที่ในแดนของ ฝรั่งเศส โดยเฉพาะ นาบรี้ ที่ขยันวิ่งหาช่องจนทำให้ คิมเป็มเบ้ ต้องพะวงอยู่บ่อย ๆ เหลือแค่ เลิฟ เท่านั้นที่จะปักใจกับวิธีการเล่นแบบนี้ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเขาไม่ยอมใช้วิธีนี้แบบจริง ๆ จัง มาก่อนเลย

4. กรีซมันน์ สำแดงเดชต่อเนื่อง
แม้ว่าชีวิตของ กรีซมันน์ ในปีนี้จะไม่โดดเด่นเหมือนสมัยที่เขาเป็น 1 ใน 3 ผู้ท้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาสามารถรักษาฟอร์มให้ดีคงเส้นคงวาาตลอด ตั้งแต่คว้ารองแชมป์ ลาลีก้า กับ แอตเลติโก้ มาดริด คว้าแชมป์โลกกับ ฝรั่งเศส และลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ในเกมนี้ กรีซมันน์ เป็นตัวป่วนของแนวรับ เยอรมนี อย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ความเร็วของ เอ็มบัปเป้ และความสูงใหญ่ของ ชิรูด์ กรีซมันน์ มักจะเป็นคนที่สอดเข้าเขตโทษหรือพื้นที่อันตรายได้เสมอ และประตูตีเสมอของทีมก็มาจากการลอบเร้นของเขาที่ทำให้แนวรับ เยอรมนี ถึงกับขาตายกันทั้งทีม ไม่น่าเชื่อว่าชายผู้นี้จะไม่ได้ชิงนัเตะยอดเยีย่มในรางวัลใดหรือสาขาใดในปี 2018 นี้ แต่หากเขายังรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ ปีหน้าเรามีสิทธิ์ที่จะได้เห็นชื่อ กรีซมันน์ บนทำเนียบบัลลงดอร์แน่นอน

5. เยอรมนี ยังแก้ปัญหาแนวรับไม่ตก

หลังจากล้มเหลวมาทั้งปี 2018 โยอาคิม เลิฟ ตัดสินใจใช้โอากสสุดท้ายในการลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์ ยูฟา เนชันส์ลีก ด้วยการส่งกองหลังธรรมชาติลงสนามถึง 6 คน โดยมี โยชัว คิมมิช เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ นิโก้ ชูลซ์ และ ธีโล เคห์เรอร์ เป็นฟูลแบ็คซ้ายขขวา ปิดท้ายด้วยเซ็นเตอร์แบ็ค 3 คน ประกอบด้วย มัตส์ ฮุมเมลส์, มาเธียส กินเทอร์ และ นิคลาส ซือเล   การส่งนักเตะแนวรับธรรมชาติลงสนามจำนวนค่อนทีมทำให้เราเห็นความเครียดที่เกาะอยู่ในหัวของเขาชัดเจน เยอรมนี แพ้มา 3 จาก 4 นัดหลังสุดในเกมระดับทัวร์นามเนต์ แถมยังเก็บคลีนชีตได้เพียงนัดเดียวเท่านั้นในปี 2018 นี้ อย่างไรก็ตาม กองหลังทั้ง 6 คนกลับไม่สามารถแสดงศักยภาพที่จะช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีตได้เลย คิมมิช รับมือ กรีซมันน์ และ เอ็มบัปเป้ ไม่ไหว กินเทอร์ กับ ซือเล คุมได้เพียง ชิรูด์ เท่านั้น ในขณะที่ ฮุมเมลส์ ที่เหมือนจะฟอร์มดีสุดก็ดันทำเสียจุดโทาในช่วงเวลาสำคัญเสียอีก  โยกี้ เลิฟ ไม่น่าโดนปลดในช่วงนี้ ต่อให้ เยอรมนี ต้องตกชั้นไปเล่นในลีกบี ศึก ยูฟา เนชันส์ลีก ครั้งถัดไปก็ตาม แต่หากเขาคิดจะพา เยอรมนีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เขาต้องแก้ปัญหาเกมรับของทีมโดยด่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหล่าตัวหลักเริ่มโรยรากันหมดแล้ว