“จิ้งจอกดุดัน” เจาะ 5 ประเด็น เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล

"จิ้งจอกดุดัน" เจาะ 5 ประเด็น เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล

เลสเตอร์ ซิตี้ ในเวลานี้เป็นทีมที่ร้อนแรงยากจะหยุดได้จริงๆ โดยเกมล่าสุดบุกไปทุบ แอสตัน วิลล่า 4-1 ถึงสนามวิลล่า พาร์ค เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขาขยับขึ้นมาไล่บี้ ลิเวอร์พูล จ่าฝูงเหลือ 8 คะแนนแล้ว

"จิ้งจอกดุดัน" เจาะ 5 ประเด็น เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล
“จิ้งจอกดุดัน” เจาะ 5 ประเด็น เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล

 

เลสเตอร์ ซิตี้ ในเวลานี้เป็นทีมที่ร้อนแรงยากจะหยุดได้จริงๆ โดยเกมล่าสุดบุกไปทุบ แอสตัน วิลล่า 4-1 ถึงสนามวิลล่า พาร์ค เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวัน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขาขยับขึ้นมาไล่บี้ ลิเวอร์พูล จ่าฝูงเหลือ 8 คะแนนแล้ว

ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ “สุนัขจิ้งจอก” เป็นทีมที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งเบียดแย่งแชมป์ลีก กับ “หงส์แดง” อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

สะดุดแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขามีแต้มห่างจากทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ถึง 14 แต้ม

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ เลสเตอร์ มีโปรแกรมสุดสำคัญมากๆ เพราะพวกเขาต้องเยือน “เรือใบสีฟ้า” และรับมือ ลิเวอร์พูล

โดยนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างแท้จริงของทั้ง “เดอะ เร้ดส์” และ “เดอะ ฟ็อกซ์” เพราะหากทีมใดพลาด อาจมีผลต่อการลุ้นแชมป์ลีก

 

1. วาร์ดี้ ฮอตไม่หยุดฉุดไม่อยู่

หลายคนอาจะมองว่า เจมี่ วาร์ดี้ น่าจะเลิกจุดสุดยอดของเขาไปแล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เมื่อฤดูกาล 2015/16 เพราะหลังจากนั้น “เดอะ ฟ็อกซ์” อยู่ในฟอร์มที่เสมอตัวเท่านั้น ขณะที่ ดาวยิงเลือดผู้ดี ก็ทำหน้าที่ของตัวเองเพียงแค่พอใช้ได้

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้กับการทำหน้าที่เต็มตัวของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำให้ทั้ง เลสเตอร์ และ วาร์ดี้ กลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะ

อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ ตอนนี้ผลงานร้อนแรงจนยากจะหยุดได้ล่าสุดซัด 2 ประตูเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า ทำให้เขาตะบันไปแล้ว 8 แมตช์ติดต่อกันซึ่งเป็น

ครั้งที่สองในพรีเมียร์ลีก เทียบเท่ากับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่เคยทำได้สมัยเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หาเงินจาก แทงบอล

สำหรับตอนนี้ วาร์ดี้ ซัดไปแล้ว 16 ประตูจากการเล่น 16 แมตช์ในลีกฤดูกาลนี้ แถมเจ้าตัวยังมีลุ้นทำลายสถิติเก่าที่ครองเอาไว้นั่นก็คือการยิงประตูในพรีเมียร์ลีก

11 แมตช์ติดต่อกันด้วย ดังนั้นผลงานที่สุดร้อนแรงในเวลานี้ต้องยกเครดิตให้กับ ร็อดเจอร์ส และเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยสร้างโอกาสมากมายให้กับเจ้าตัว

 

2. เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ปราบ บอร์นมัธ ในเกมวันเสาร์ แรงกดดันก็ถาโถมเข้าใจเลสเตอร์ ซิตี้ทันที เพราะพวกเขาต้องลงเล่นในวันอาทิตย์กับ แอสตัน วิลล่า

และหากไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ นั่นหมายความว่า “เดอะ ฟ็อกซ์” ต้องโดน “หงส์แดง” หนีห่างไปไกลถึง 11 คะแนนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามเลสเตอร์ไม่ได้รู้สึกกดดันแม้แต่นิดเดียวในเกมเยือน “สิงห์ผงาด” และพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือทีมที่จะก้าวขึ้นมาต่อกร

และขัดขวางการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษของ “เดอะ เร้ดส์” ด้วยการระเบิดภูเขาเผากระท่อมถึงถิ่นวิลล่า พาร์คก 4-1 แบบสบายๆ

ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ของ “จิ้งจอกสยาม” กลับมาตามหลังทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ 8 แต้มเท่าเดิม ที่สำคัญชัยชนะของพวกเขายังเป็นสถิติสโมสรนั่น

ก็คือการเก็บ 3 แต้มได้ 8 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ด้วย ทำให้ตอนนี้พวกเขาเก็บคะแนนหลังจากผ่านไป 16 แมตช์ได้มากกว่าฤดูกาล 2015/16

ที่ทีมคว้าแชมป์

 

3. เกมรับดีเกมรุกเยี่ยม

แม้ว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล จะได้รับการเชิดชูอย่างมากจากผลงานที่คว้าชัยชะ 15 เกม และเสมอเพียง 1 แมตชเท่านั้น ส่วนคำว่า “แพ้” ในเกมลีกยังสะกดไม่เป็น

ส่งผลให้ตอนนี้พวกเขามีแต้มนำโด่งถึง 46 คะแนน แต่กระนั้นยังมีปัญหาบางเรื่องที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเหมือนกัน

สำหรับเรื่องที่น่าเป็นห่วงของ “หงส์แดง” ก็คือเกมรับ เพราะแมตช์บุกถล่ม บอร์นมัธ 3-0 เป็นการเก็บคลีนชีตแมตช์แรกในลีกนับตั้งแต่ที่เฉือน “ดาบคู่”

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา นั่นแสดงให้เห็นว่าทีมเสียประตูบ่อยมากโดยเช็คดูแล้วผ่านไป 16 เกม ลิเวอร์พูลเสียไป 14 ประตู

ยิงได้ 40 ลูก

ขณะที่ เลสเตอร์ ต้องบอกเลยว่าตอนนี้เกมรับของพวกเขาแข็.แกร่งมากๆ นับตั้งแต่เกมลีกที่ออกไปแพ้ ลิเวอร์พูล 1-2 พวกเขาเสียเพียงแค่ 3 ประตู

 

4. สองแมตช์อาจพลิกชีวิต

หลายคนอาจจะพูดกันว่า เลสเตอร์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเพราะโปรแกรมในช่วงที่ผ่านมามันช่างเอื้ออำนวยให้กับพวกเขาซะเหลือเกิน

โดยเกมที่ดูเหมือนยากลำบากก็มีแค่แมตช์ชนะ อาร์เซน่อล และ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งทั้งสองทีมอยู่ในช่วงฟอร์มตกต่ำสุดขีด

นั่นเป็นเรื่องนานาจิตตังแล้วแต่ใครจะคิด

อย่างในแมตช์ต่อไป โปรแกรมก็ช่างดีเหลือหลายเมื่อเตรียมเปิดบ้านรับมือ นอริช ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. ทีมรองบ๊วย ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็เจอเกมไม่หนักเช่น

กันในการพบกับ วัตฟอร์ด ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ “หงส์แดง” แข่งเป็นคู่แรก ทำให้มีโอกาสส่งแรงกดดันให้กับคู่แข่งก่อน

กระนั้นสองแมตช์หลังจากนั้นก็คือการเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามด้วยรับมือ ลิเวอร์พูล ที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งงานนี้เหล่า

เกจิอาจารย์มองว่าเป็นสองแมตช์ที่สำคัญมากๆ ทั้งของ “เดอะ ฟ็อกซ์” และ “เดอะ เร้ดส์” เพราะหากสองเกมนี้ เลสเตอร์ ไม่ได้แต้มเลยหรือทำแต้มหลุดมือ

พวกเขาอาจจะโดนจ่าฝูงทิ้งห่างไปไกล แต่หากผลการแข่งขันเข้าทาง งานนี้ทีมของคล็อปป์ อาจจะโดนไล่บี้หายใจรดต้นคอเลยทีเดียว

 

5. สถิติเบาๆ เลสเตอร์ ถล่ม แอสตัน วิลล่า

– ตอนนี้เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะรวด 8 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นผลงานที่ดีเยี่ยมที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเล่นเกมลีกสูงสุดของ “เดอะ ฟ็อกซ์”

– นับตั้งแต่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามาคุมทีมเกมแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เจมี่ วาร์ดี้ ตะบันในลีกไปแล้ว 25 ประตู มากกว่านักเตะคนอื่นๆ ในช่วงเวลา

เดียวกันถึง 8 ประตู

– วาร์ดี้ เป็นนักเตะคนที่สองในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ยิงประตูติดต่อกัน 8 เกมสองครั้ง หลังจากที่ รุด ฟาน นิสเตลรอย ทำได้สมัยอยู่ แมนยูในเดือน

มกราคม 2002 และ สิงหาคม 2003

– เลสเตอร์ซิตี้ เป็นทีมที่มีประตูได้เสีย 29 ประตู ถือว่าดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ (ยิง 39 ประตูเสีย 10 ประตู)

 

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นดีๆLine@i99casino